วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555
อันตราย...ถ้าไม่คิดก่อนกิน
อาหารที่เราเลือกรับประทานทุกวันนี้คุณมั่นใจไหมว่า อาหารที่ทานไปนั้นมีความสะอาด มีคุณภาพ และไม่เกิดอันตรายในอนาคต และการมองข้ามเรื่องความปลอดภัย
โดยคำนึงถึงแต่รสชาติ ความอร่อยของอาหาร เราจึงเลือกซื้ออาหารโดยไม่ทันคิด ว่าอาหารแต่ละอย่างนี้ มีวิธีการผลิตอย่างไร และวันหมดอายุเมื่อไหร่ ควรจะเก็บรักษาอาหารอย่างไร
วันนี้ผมขอเสนอ ข้อแนะนำจาก ผู้เชี่ยวชาญด้าน เรื่องเกี่ยวกับการทำ GMP ของโรงงานผลิตอาหารต่างๆ
(GMP ย่อมาจาก Good Manufacturing Practice หมายถึง หลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิตอาหารเป็นเกณฑ์ หรือข้อกำหนดขั้นพื้นฐานที่จำเป็นในการผลิตและควบคุมเพื่อให้ผู้ผลิตปฏิบัติตามและทำให้สามารถผลิตอาหารได้อย่างปลอดภัย โดยเน้นการป้องกัน และขจัดความเสี่ยงที่อาจจะทำให้อาหารเป็นพิษเป็นอันตรายหรือเกิดความไม่ปลอดภัยแก่ผู้บริโภค)
Clean food มีเกร็ดต่างๆ มาเล่าให้ฟังดังนี้ครับ
1. พวกขนมปังปี๊บ กระบวนการผลิตบางแห่งไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นไส้สับปะรด, มันแกวหรือพืชอื่นๆ มักกวนใส่น้ำตาล และใส่กลิ่นกับแกนสัปปะรดไปนิดหน่อย
2. เชอรี่บนขนมเค้กราคาถูกตามตลาดสด คือ มะเขือเปาะฟอกสีจนใสเป็นวุ้น
แล้วย้อมสีแดง (ผงฟอกสีทำให้เป็นโรคไต) พวกที่ใช้สารฟอกสีอื่นๆ เช่น มะม่วงกวน (แผ่นใสๆ) ยอดมะพร้าวขาวๆ
3. ซูชิในตลาดนัดที่อากาศร้อน แบคทีเรียจะเจริญเติบโตเร็ว ชูชิต้องเสริฟเย็นเท่านั้น
4. เอแคลร์กับลูกชุบ หรือขนมอะไรที่ต้องมีการปั้น ๆ ถู ๆ ต้องพึงระวังสุขอนามัย
ควรซื้อกับร้านค้าที่รู้จักหรือมีชื่อเสียงเท่านั้น
5. ลูกอมสีอื่นๆ เช่น ฟ้า เขียว ม่วง เป็นสีที่ขายไม่ดีไม่ควรซื้อเพราะใช้สีที่เก็บไว้นาน
ทานลูกอมสีแดง ขาว ได้
6. ปลายหน้าร้อนต่อต้นหน้าฝน ไม่ควรกินอาหารทะเล เพราะฝนเริ่มตกจะชะฝุ่นบนพื้นดินลงทะเลและสัตว์ทะเลจะกินเข้าไป จะมีแต่ไวรัส แบคทีเรีย โอกาสท้องเสียมีสูง
7. พวกอาหารแพ็คสำเร็จรูป มาอุ่นด้วย microwave ที่บ้าน wave ได้ ครั้งเดียวเท่านั้น
ไม่ควรล้าง Package ภาชนะที่ใส่อาหารมาใช้ด้วยการเข้า microwave ซ้ำเพราะสารพิษจะออกมา
8. โยเกริ์ตต่างๆจะมีแป้งผสมอยู่ประมาณ 20% ควรทานโยเกริ์ต Home made ถ้วยเล็ก ๆ (ลองหยดไอโอดีนพิสูจน์ดูก็ได้ จะพบว่าโยเกริ์ตเป็นสีน้ำเงิน)
9. น้ำปลาเปิดขวดแล้ว ควรมีอายุการใช้ไม่เกิน 1 เดือน
10. ระวังเชื้อราตามคอขวดที่เปิดแล้วต่างๆ
11. กระดาษหนังสือพิมพ์ อย่าเอามาห่อผักแช่ตู้เย็น (เพราะมีสารพิษ จากหมึก)
12. อาหารกระป๋องถ้าใช้ไม่หมดควรเอาออกจากกระป๋องใส่ภาชนะอื่นแช่ตู้เย็น
13. ฟองน้ำล้างจานที่มีน้ำยาผสมน้ำทิ้งไว้ (เป็นน้ำๆ) ทิ้งไว้ได้ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
แบคทีเรียจะขึ้น ควรเททิ้งไปหรือล้างฟองน้ำให้สะอาดทุกครั้งที่ใช้งาน
14. อาหารหมักดองต้องระวังมีไวรัสที่ทำลายกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง
ผักกาดดองตามท้องตลาด ในโรงงานบางแห่งจะมีกระบวนการผลิตที่ไม่สะอาด
(ใช้คนลงไปในอ่างดอง เราไม่แน่ใจว่าคนนั้นๆ มีโรคหรือไม่) ควรใช้ผักกาดดองกระป๋องที่เชื่อถือได้
15. เบียร์สดจะไม่กรองยีสต์ที่ตายแล้วออก เราจะกินยีสต์ที่ตายแล้วเข้าไปด้วย
(เบียร์ขวดจะถูกกรองไปแล้ว) ยีสต์ที่ตายและจะเหลือผนังเซลล์ของยีสต์มีประโยชน์เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพ กินได้ไม่เป็นไร
ความรู้ที่ผมให้พวกท่านทราบในวันนี้อาจจะเกิดประโยชน์ ในการเลือกอาหารที่ท่านชื่นชอบและวิธีการเก็บรักษาการถนอมอาหารต่างๆ แก่ท่านไม่มากก็น้อยนะครับ และนี้เป็นเพียงแค่บางส่วนยังมีอาหารอีกมากที่เรายังไม่ทราบกัน แล้วผมจะนำข้อมูลใหม่ๆ มาอัพเดทให้ทราบกันอีกในโอกาสหน้าครับ
http://campus.sanook.com/947435/%E0%B8%AD%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2...%E0%B8%96%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B9%84%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%99/
หากมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง งานของคุณก็จะไม่มีวันสร็จ
หากมัวแต่ผัดวันประกันพรุ่ง งานของคุณก็จะไม่มีวันสร็จ
1. จำเดดไลน์ไว้ให้ดี ในขณะที่คุณอาจเลื่อนลอยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เมื่อภารกิจได้รับเดดไลน์ นั่นแปลว่ามันสำคัญจริงๆ เพราะเดดไลน์ไม่ได้สำคัญต่อคุณคนเดียวเท่านั้น ยังสำคัญต่อเพื่อนร่วมงาน ถ้าคุณทำงานไม่ทัน ทีมงานคนอื่นอาจเห็นว่าคุณไม่ให้ความเคารพและไม่รับผิดชอบ
2. จด ไม่ว่าจะใช้กระดาษหรือออร์แกไนเซอร์ การจดเดดไลน์เป็นสิ่งสำคัญมาก
3. แบ่งงาน หลายคนรู้สึกว่าเดดไลน์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเราแบ่งมันออกเป็นเดดไลน์ย่อยๆ เช่น หากคุณมีพรีเซนต์วันศุกร์ ก็ลองกำหนดให้สไลด์เสร็จภายในวันอังคารสัก 70% แล้วที่เหลือเสร็จภายในวันพฤหัสบดี จะช่วยให้งานไม่ทับถมกันก่อนถึงเส้นตาย
4. มีตาข่ายรองรับ ถ้าคุณมีเดดไลน์ อย่าให้งานมารวมกันอยู่ในวันสุดท้าย ให้กำหนดเดดไลน์ส่วนตัวเป็นวันก่อนหน้า เพื่อที่คุณจะได้ตรวจความถูกต้องหรือซ้อมพรีเซนต์อีกรอบ หรือไม่ก็ทำโปรเจ็กต์อื่นๆ นี่จะช่วยให้งานคุณไม่ล่าช้าและยังได้เวลาพิเศษเผื่อมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขด้วย
http://campus.sanook.com/948503/4-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87/
1. จำเดดไลน์ไว้ให้ดี ในขณะที่คุณอาจเลื่อนลอยอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เมื่อภารกิจได้รับเดดไลน์ นั่นแปลว่ามันสำคัญจริงๆ เพราะเดดไลน์ไม่ได้สำคัญต่อคุณคนเดียวเท่านั้น ยังสำคัญต่อเพื่อนร่วมงาน ถ้าคุณทำงานไม่ทัน ทีมงานคนอื่นอาจเห็นว่าคุณไม่ให้ความเคารพและไม่รับผิดชอบ
2. จด ไม่ว่าจะใช้กระดาษหรือออร์แกไนเซอร์ การจดเดดไลน์เป็นสิ่งสำคัญมาก
3. แบ่งงาน หลายคนรู้สึกว่าเดดไลน์ไม่ใช่เรื่องน่ากลัวหากเราแบ่งมันออกเป็นเดดไลน์ย่อยๆ เช่น หากคุณมีพรีเซนต์วันศุกร์ ก็ลองกำหนดให้สไลด์เสร็จภายในวันอังคารสัก 70% แล้วที่เหลือเสร็จภายในวันพฤหัสบดี จะช่วยให้งานไม่ทับถมกันก่อนถึงเส้นตาย
4. มีตาข่ายรองรับ ถ้าคุณมีเดดไลน์ อย่าให้งานมารวมกันอยู่ในวันสุดท้าย ให้กำหนดเดดไลน์ส่วนตัวเป็นวันก่อนหน้า เพื่อที่คุณจะได้ตรวจความถูกต้องหรือซ้อมพรีเซนต์อีกรอบ หรือไม่ก็ทำโปรเจ็กต์อื่นๆ นี่จะช่วยให้งานคุณไม่ล่าช้าและยังได้เวลาพิเศษเผื่อมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขด้วย
http://campus.sanook.com/948503/4-%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%9A-%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%87/
วันพฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
ปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ
เมื่อวันที่ ๒๖ เดือน มิถุนายน ๒๕๕๕ นายพฤกษ์ โสโน ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ ๑๑ (สุราษฎร์ธานี) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ในสังกัด เข้าร่วมกิจกรรมวันปลูกต้นไม้ประจำปีของชาติ ประจำปี ๒๕๕๕ ณ บริเวณมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี โดยมี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานีเป็นประธาน
http://www.forest.go.th/suratthani_11/index.php?option=com_content&view=article&id=363%3A2012-07-03-04-m-s&catid=17%3Atw-default&lang=th
http://www.forest.go.th/suratthani_11/index.php?option=com_content&view=article&id=363%3A2012-07-03-04-m-s&catid=17%3Atw-default&lang=th
อุคิโยะเอะ (ukiyoe)
คาซึชิกะ โฮขุไซ "富嶽三十六景 神奈川沖浪裏" 1831-1835年 葛飾北斎 อุคิโยะเอะเป็นวัฒนธรรมของสามัญชน
ยามะโตะเอะ 風神雷神図 1624年頃 อุทามะโระ และ ชาระขุ
อุคิโยะเอะนั้น ในเวลานั้นคนที่วาดภาพก็เป็นพวกที่มีชื่อเสียง เช่น นักซูโม่ นักแสดงละครคาบูกิ แล้วเหล่าแฟนคลับก็จะพากันมาซื้อภาพนั้น ที่เหมือนกับภาพถ่ายนักร้องดาราในปัจจุบัน จิตรกรที่เด่นๆก็มี อุทากาว่า อุทามะโระ (1753-1806)พวกเขาวาดภาพได้อย่างสวยงามและมีลายเส้นที่ประณีตเป็นอย่างมาก (ภาพ อุทามะโระ "寛政三美人" 喜多川歌麿)
ช่วงที่อุทามะโระมีผลงานนั้น โทชูไซ ชาระขุ เป็นคู่แข่งจิตรกรอีกท่านหนึ่ง ชาราขุนั้น ถนัดเรื่องการวาดภาพเหล่านักแสดงให้เกินจริง แต่เนื่องจากมีความโดดเด่นเฉพาะตัวมาก ภาพที่ดังๆดูเหมือนจะมีแค่ภาพเดียว ชาราขุเขียนภาพเพียงแค่ 10เดือนเท่านั้น คือ เดือนพฤษภาคม ปี1794 ถึง เดือนกุมภาพันธ์ ปี1795 จึงมีผู้สันนิษฐานว่าชาราขุใช้อีกชื่อหนึ่งของจิตรกรอีกคน ชาราขุนั้นเป็นชื่อปริศนา จริงๆแล้วเขาเป็นใคร แม้ในตอนนี้ก็ยังคงเป็นที่สงสัยของใครหลายคน (ภาพ โทชูไซ ชาระขุ "大谷鬼次の江戸兵衛" 東洲斎写楽)
โฮกุไซ และ ฮิโรชิเงะ
หลังจากชาราขุแล้ว จิตรกรคนใหม่ก็ปรากฎขึ้น ชื่อ คาซึชิกะ โฮขุไซ ผู้เขียนภาพวิวทิวทัศน์เป็นเรื่องราวที่เรียกว่า "fugakusan jyuurokkei" เป็นภาพที่เขียนถึงวิวทิวทัศน์ที่มองเห็นภูเขาฟูจิเป็นจำนวน 36แผ่น ในช่วงนั้นการท่องเที่ยวบูมมาก อุคิโยะเอะของโฮกุไซเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นเนื่องจากคนในประเทศเริ่มท่องเที่ยวมากยิ่งขึ้น ในสมัยนั้นทั้งวิดิโอและรูปภาพยังไม่มี และเป็นที่แน่นอน ทีวีก็ต้องไม่มีเหมือนกัน ดังนั้นจึงเรียก อุคิโยะเอะที่วาดภาพบรรยากาศแต่ละที่ว่า "meishoe"(ภาพสถานที่ที่มีชื่อเสียง)เหมือนกับกับนิตยสารท่องเที่ยวในปัจจุบัน (ภาพ คาซึชิกะ โฮขุไซ "冨嶽三十六景 尾州不二見原" 葛飾北斎)
โฮกุไซเป็นคนที่มีความสามารถมาก เขามีอายุยืนยาวถึง 90ปี และได้หลงเหลือผลงานที่หลากหลาย เช่น การ์ตูนโฮขุไซที่รวบรวมแบบอย่างของภาพ hyakumonogatariและภาพต้นแบบที่เขียนเป็นภาพวิญญาณ และเป็นที่รู้จักในฐานะจิตรกรที่วาดภาพอุคิโยะเอะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (ภาพ คาซึชิกะ โฮขุไซ "北斎漫画" 葛飾北斎)
จิตรกรที่ได้รับอิทธิพลของโฮกุไซคือ อันโต ฮิโรชิเกะ เขาได้สร้างผลงาน "toukaidou gojyuusantugi"ที่เขียนเล่าถึงสภาพของบ้านเรือนในเมืองตั้งแต่เอโดะ(โตเกียวในปัจจุบัน) จนถึงเกียวโต ในปัจจุบันรถไฟฟ้าชินคันเซนใช้เวลาเพียงแค่ 2ชั่วโมง 30นาที แต่ในสมัยนั้นใช้เวลาเดือนถึง 35วัน รัฐบาลทหาร(รัฐบาลญี่ปุ่นในปัจจุบัน)ได้จัดระเบียบการท่องเที่ยวของประชาชนในระยะไกล แต่อนุญาตในเรื่องของการสักการะศาลเจ้าอิเซะให้เพียงครั้งเดียวในชีวิตเท่านั้น จากเอโดะถึงศาลเจ้าอิเซะนั้น ผลงาน"toukaidou gojyuusantugi"ของฮิโระชิเงะ ถึงแม่จะเป็นเพียงสิ่งที่ดึงดูดให้มาเที่ยวเท่านั้นแต่ดูเหมือนจะมีค่ามากเนื่องจากผ่านเส้นทางโทไกโด(โตเกียวถึงเกียวโต) (ภาพ อันโต ฮิโรชิเกะ "東海道五十三次之内 日本橋" 安藤広重)
ความนิยมของภาพทางโลกในยุโรป
Claude Monet-Madame Monet en costume japonais, 1876 Claude Monet
จิตรกรที่มีชื่อเสียงอย่างมากในฐานะแฟนอาร์ตคนญี่ปุ่นคงต้องยกให้ แวนโกะ เขาได้มีผลงานออกมาหลายชิ้นซึ่งเป็นผลงานที่ลอกเลียนแบบ อุคิโยะเอะของฮิโระชิเกะ และ มีภาพถ่ายของผู้ที่รวบรวม อุคิโยะเอะ แม้จะเป็นจิตรกรนอกเหนือจากนี้ การทำให้ภาพวาดง่ายขึ้น เช่น ภาพไร้เงา ภาพมุมมองไกล ภาพสดใส และเริ่มใช้วิธีแบบใหม่ที่แสดงอารมณ์มากขึ้น ภาพเหล่านั้น เป็นลักษณะเฉพาะของภาพ อุคิโยะเอะที่ภาพยุโรปไม่มี (ภาพ Vincent van Gogh "Portrait of Pere Tanguy" 1887)
อุคิโยะเอะที่ได้รับความนิยมทั่วโลก แต่เมื่อเข้ามาในศตวรรษที่ 20ก็เริ่มไม่ได้วาดแล้ว ศิลปะที่เป็นแรงบันดาลใจเริ่มพัฒนาขึ้น หนังสือพิมพ์และรูปถ่ายเริ่มแพร่หลายขึ้น เพราะวิธีขอุคิโยะเอะที่ใช้การวาดบนแผ่นไม้นั้นเริ่มล้าสมัยไปแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง ความนิยมของอุคิโยะเอะที่มีเอกลักษณ์ของ"japanism"มีมาถึงในปัจจุบัน ผู้รวบรวมอุคิโยะเอะในอดีตนั้นมีเป็นจำนวนมาก อุคิโยะเอะจริงๆถูกที่สุดแล้วมีมูลค่าหลายหมื่นเยน ผลงานที่มีชื่อนั้น ต้องใช้เงินหลายสิบล้าน ที่มูลค่าสูงที่สุด คงจะเป็นอุคิโยะเอะ "嵐竜蔵の金貸石部金吉"ของชาราขุที่ชนะการประมูลในมูลค่า 396000ยูโร (20ล้านบาท)ของการประมูลที่จัดขึ้นที่ปารีสในปี 2009 (ภาพ โทชูไซ ชาระขุ "嵐竜蔵の金貸石部金吉" 東洲斎写楽)
และเป็นที่แน่นอนว่า มูลค่าที่สมน้ำสมเนื้อของโปสเตอร์และรีปรินท์นั้นได้นำวางจำหน่าย รวมถึงถูกแปะตามร้านอาหารของญี่ปุ่น อุคิโยะเอะนั้นถึงแม้จะผ่านไปกว่าร้อยปี ทำให้ผู้คนรู้สึกรื่นรมย์ไปกับการชมภาพ เนื่องจากมีลักษณะที่เฉพาะและเป็นที่รู้จัก By Noboru
ประวัติศาสตร์ชาติตะวันตก ปฏิวัติฝรั่งเศส
ปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในยุคใหม่ เมื่อพ.ศ.2332-2333 จัดได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรปโดยประชาชนครั้งแรกเลยก็ว่าได้ และได้สถาปนาเป็นสาธารณรัฐขึ้น. การปฏิวัตินี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นจุดหักเหในประวัติศาสตร์ยุโรปและสร้างความหวาดหวั่นกับพวกเหล่ากษัตริย์ประเทศอื่น ซึ่งเมื่อเหตุการณ์จบลง เชื้อพระวงศ์ต่างๆ ของยุโรปก็ให้ความสำคัญกับประชาชนมากขึ้นทีเดียว (กลัวโดนปฏิวัติล่ะซี้ เหอะๆ)
สาเหตุลึกๆ ที่ทำให้เกิดปฏิวัตินี้ ได้แก่ สภาพทางสังคม, การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย, และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่ว่านั่นไม่ได้เป็นตัวเร่งชนวนระเบิดนี้ให้ระเบิดครับ ซึ่งเราจะว่ากันต่อไป
เอาล่ะ เรามาอธิบายถึงสาเหตุลึกๆ แต่ละข้อกันดีกว่าครับ ข้อแรก ทางด้านสภาพทางสังคม สมัยนั้นสังคมของฝรั่งเศสก่อนหน้าการปฏิวัตินั้น แบ่งได้เป็น 3 ฐานันดร คือ
ขุนนาง มีประมาณ 400,000 คน แบ่งเป็น 3 ระดับคือ
ขุนนางโดยเชื้อสาย (La noblesse d'épée) สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางต่างๆ ว่ากันว่าพวกนี้จะเป็นพวกที่กดขี่ประชาชนมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กดขี่โดยตรง แต่ให้ลูกน้องซึ่งเป็นขุนนางระดับ 2 และระดับ 3 ไปแทน และพวกนี้ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติน้อย เมื่อเปรียบกับเบ๊ๆ ของพวกขุนนางระดับ 1
ขุนนางรุ่นใหม่ (La noblesse de robe) ได้รับตำแหน่งจากการรับใช้พระมหากษัตริย์ มักจะมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าขุนนางพวกแรก จึงพยายามหาวิธีมากมาย ทั้งเลียประจบ ทั้งยัดเงินมั่ง
ขุนนางท้องถิ่น (La noblesse de province) มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาขุนนางระดับอื่น ฐานะสู้ขุนนางสองประเภทแรกไม่ได้ มักจะโจมตีชนชั้นปกครองพวกอื่นเรื่องการเอาเปรียบสังคม อาจเป็นเพราะอัดอั้นตันใจหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ หรือไม่ก็ขุนนางระดับนี้ถูกฝึกมาให้ซาดิสต์ก็ไม่รู้ แต่ขุนนางระดับนี้นี่แหละ ที่ได้ผลกระทบ(ยำteen?) มากที่สุด
นักบวช มีประมาณ 115,000 คน ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่มคือ
นักบวชชั้นสูง เช่น มุขนายก คาร์ดินัล พวกนี้ส่วนมากจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราราวกับเจ้าชาย แต่ก็ตายหยังเขียดด้วยฝีมือประชาชนผู้โดนกดขี่ และอาจจะเป็นไปได้ด้วยว่ามีนักบวชที่ถูกกดขี่ช่วยรุมยำ
นักบวชชั้นต่ำ ได้แก่ นักบวชทั่วไป มีฐานะใกล้เคียงกับชนชั้นใต้ปกครอง โดยมากมีชีวิตค่อนข้างแร้นแค้น และนักบวชเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอยู่ข้างเหล่าประชาชน และอาจเป็นผู้กล่อมเกลาเป่าหูให้ประชาชนฮึดสู้กู้เสรีภาพของตนอีกกลุ่มก็ได้ แต่เท่าที่ผมรู้ รู้สึกว่าพวกนี้โดนหางเลขจากการปฏิวัติไปไม่น้อย จัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด (ทั้งจน และโดนเข้าใจผิด ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ)
ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา (ประมาณ 25.5 ล้านคนในสมัยนั้น) เรียกได้เลยว่าเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดและมีพลังมากที่สุด เพราะว่าสามารถจัดตั้งคณะปฏิรูปการปกครองระบอบสาธารณรัฐ อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (ไม่ใช่ว้อย!!!)ไปล้มล้างระบอบกษัตริย์ได้อย่างง่ายดาย
(นี่คือรูปของแกนนำคณะปฏิรูปการปกครองระบอบสาธารณรัฐ อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข) ไอ้มั่วว้อย... พอเหอะ!!!~ \\(TT O TT\\!!!)
เหล่าและนักบวชบางส่วนซึ่งมีจำนวนเพียงเล็กน้อยถือครองที่ดินส่วนมากของประเทศ และมีตัวแทนอยู่ในรัฐสภา ทำให้ฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจเนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่มาก เพราะถูกปิดกั้นและถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ
ข้อสอง การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย สืบเนื่องว่า เพราะระบบการบริหารประเทศล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบ (อัตราภาษีศุลกากรในแต่ละจังหวัดต่างกัน, การเก็บภาษีไม่ทั่วถึง, ประเภทภาษีล้าสมัย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าขุนนางที่ปกครองในแคว้นนั้นๆ ดีหรือไม่ดี อยากกินมากกินน้อย ค่าบรรณาการที่วังต้องการมากหรือน้อยเท่าใด) ระบบกฎหมายยุ่งเหยิง (ส่วนเหนือของประเทศใช้กฎหมายจารีตประเพณีอย่างอังกฤษ, ส่วนใต้ใช้กฎหมายโรมัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหายุ่งยากเวลาตัดสินคดีของคนต่างแคว้น) การยกเว้นภาษีให้สองฐานันดรแรกที่มีฐานะร่ำรวย ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของประเทศไว้ทั้งหมด เมื่อสมัยพระเจ้าหลุยห์ที่ 14 ทรงทำสงครามสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย จึงทรงรีดเอากับประชาชน ทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น อีกทั้งในยามสงบราชสำนักยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ประชาชนก็ยิ่งจนแกลบเข้าไปใหญ่ ทำให้ต้องหาวิธีการเอาตัวรอดและหาทางออกในการขูดรีดของราชสำนักและรัฐ
ข้อสาม ในยุคนั้นได้มีการตื่นตัวทางศีลธรรม นักเขียนเช่น วอลแตร์ และ รุสโซ มีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น ความคิดของท่านเหล่านี้ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดแบบสุดโต่ง ทำให้เริ่มมีการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ (แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าแนวคิดต่างๆ ของวอลแตร์และรุสโซนี่แหละ คือตัวชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีหนทางและความคิดขึ้นมาว่าควรทำอย่างไร จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นและก่อการปฏิวัติขึ้น)
สำหรับวันนี้ผมนำเสนอเพียงคร่าวๆ ก่อน ให้พอรู้จักสาเหตุ ลึกๆ ก่อน แล้วเดี๋ยวคราวหน้าจะมานำเสนอต่อถึงสาเหตุหลักและลำดับเหตุการณ์โดยละเอียดครับ
ที่มา
http://tpy-history.exteen.com/20081224/entry-1
ที่มา
http://tpy-history.exteen.com/20081224/entry-1
อารยธรรมอินเดีย
อินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนึ่งของโลก บางทีเรียกว่า แหล่งอารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ อาจแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของอินเดียได้ดังนี้
| เมืองฮารับปา สุสานทัชมาฮาล ตรีมูระติ เทพเจ้าของอินเดีย แม่น้ำเนรัญชรา เมื่อยามแห้งแล้ง อีกมุมมองหนึ่งของสุสานทัชมาฮาล พระพุทธรูปแบบอมราวดี พระพุทธรูปแบบคันธาระ พระพุทธรูปแบบมถุรา ภาพจิตรกรรมบนผนังถ้ำอชันตะ | |
อารยธรรมอินเดีย
| ||
ศิลปกรรมอินเดีย มักเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา
| ||
การแพร่ขยายและการถ่ายทอดอารยธรรมอินเดีย | ||
| อารยธรรมอินเดีย แพร่ขยายออกไปสู่ภูมิภาคต่างๆทั่วทวีปเอเชีย โดยผ่านทางการค้า ศาสนา การเมือง การทหาร และได้ผสมผสานเข้ากับอารยธรรมของแต่ละประเทศจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมสังคมนั้นๆ ในเอเชียตะวันออก พระพุทธศาสนามหายานของอินเดียมีอิทธิพลอย่างลึกซึ้งต่อชาวจีนทั้งในฐานะศาสนาสำคัญ และในฐานะที่มีอิทธิพลต่อการสร้างสรรค์ศิลปะของจีน ภูมิภาคเอเชียกลาง อารยธรรมอินเดียที่ถ่ายทอดให้เริ่มตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เมื่อพวกมุสลิมอาหรับ ซึ่งมีอำนาจในตะวันออกกลางนำวิทยาการหลายอย่างของอินเดียไปใช้ ได้แก่ การแพทย์ คณิตศาสตร์ ดาราศาสตร์ เป็นต้น ขณะเดียวกันอินเดียก็รับอารยธรรมบางอย่างทั้งของเปอร์เชียและกรีก โดยเฉพาะด้านศิลปกรรม ประติมากรรม เช่น พระพุทธรูปศิลปะคันธาระซึ่งเป็นอิทธิพลจากกรีก ส่วนอิทธิพลของเปอร์เชีย ปรากฏในรูปการปกครอง สถาปัตยกรรม เช่น พระราชวัง การเจาะภูเขาเป็นถ้ำเพื่อสร้างศาสนสถาน ภูมิภาคที่ปรากฏอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียมากที่สุดคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พ่อค้า พราหมณ์ และภิกษุสงฆ์ชาวอินเดียเดินทางมาและนำอารยธรรมมาเผยแพร่ อารยธรรมที่ปรากฏอยู่มีแทบทุกด้าน โดยเฉพาะในด้านศาสนา ความเชื่อ การปกครอง ศาสนาพราหมณ์ ฮินดู และพุทธ ได้หล่อหลอมจนกลายเป็นรากฐานสำคัญที่สุดของประเทศต่างๆในภูมิภาคนี้ |
ที่มา http://202.143.144.83/~skb/computor/ganjana/east_india_data.htm
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)