ปฏิวัติฝรั่งเศสเกิดขึ้นในยุคใหม่ เมื่อพ.ศ.2332-2333 จัดได้ว่าเป็นการปฏิวัติที่โค่นล้มระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของยุโรปโดยประชาชนครั้งแรกเลยก็ว่าได้ และได้สถาปนาเป็นสาธารณรัฐขึ้น. การปฏิวัตินี้มีความสำคัญอย่างมากเพราะเป็นจุดหักเหในประวัติศาสตร์ยุโรปและสร้างความหวาดหวั่นกับพวกเหล่ากษัตริย์ประเทศอื่น ซึ่งเมื่อเหตุการณ์จบลง เชื้อพระวงศ์ต่างๆ ของยุโรปก็ให้ความสำคัญกับประชาชนมากขึ้นทีเดียว (กลัวโดนปฏิวัติล่ะซี้ เหอะๆ)
สาเหตุลึกๆ ที่ทำให้เกิดปฏิวัตินี้ ได้แก่ สภาพทางสังคม, การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย, และการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม แต่ว่านั่นไม่ได้เป็นตัวเร่งชนวนระเบิดนี้ให้ระเบิดครับ ซึ่งเราจะว่ากันต่อไป
เอาล่ะ เรามาอธิบายถึงสาเหตุลึกๆ แต่ละข้อกันดีกว่าครับ ข้อแรก ทางด้านสภาพทางสังคม สมัยนั้นสังคมของฝรั่งเศสก่อนหน้าการปฏิวัตินั้น แบ่งได้เป็น 3 ฐานันดร คือ
ขุนนาง มีประมาณ 400,000 คน แบ่งเป็น 3 ระดับคือ
ขุนนางโดยเชื้อสาย (La noblesse d'épée) สืบเชื้อสายมาจากตระกูลขุนนางต่างๆ ว่ากันว่าพวกนี้จะเป็นพวกที่กดขี่ประชาชนมากที่สุด ถึงแม้ว่าจะไม่ได้กดขี่โดยตรง แต่ให้ลูกน้องซึ่งเป็นขุนนางระดับ 2 และระดับ 3 ไปแทน และพวกนี้ได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติน้อย เมื่อเปรียบกับเบ๊ๆ ของพวกขุนนางระดับ 1
ขุนนางรุ่นใหม่ (La noblesse de robe) ได้รับตำแหน่งจากการรับใช้พระมหากษัตริย์ มักจะมีความกระตือรือร้นที่จะได้รับการยอมรับจากสังคมเท่าขุนนางพวกแรก จึงพยายามหาวิธีมากมาย ทั้งเลียประจบ ทั้งยัดเงินมั่ง
ขุนนางท้องถิ่น (La noblesse de province) มีจำนวนมากที่สุดในบรรดาขุนนางระดับอื่น ฐานะสู้ขุนนางสองประเภทแรกไม่ได้ มักจะโจมตีชนชั้นปกครองพวกอื่นเรื่องการเอาเปรียบสังคม อาจเป็นเพราะอัดอั้นตันใจหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ หรือไม่ก็ขุนนางระดับนี้ถูกฝึกมาให้ซาดิสต์ก็ไม่รู้ แต่ขุนนางระดับนี้นี่แหละ ที่ได้ผลกระทบ(ยำteen?) มากที่สุด
นักบวช มีประมาณ 115,000 คน ยังแบ่งเป็นกลุ่มย่อยอีก 2 กลุ่มคือ
นักบวชชั้นสูง เช่น มุขนายก คาร์ดินัล พวกนี้ส่วนมากจะใช้ชีวิตอย่างหรูหราราวกับเจ้าชาย แต่ก็ตายหยังเขียดด้วยฝีมือประชาชนผู้โดนกดขี่ และอาจจะเป็นไปได้ด้วยว่ามีนักบวชที่ถูกกดขี่ช่วยรุมยำ
นักบวชชั้นต่ำ ได้แก่ นักบวชทั่วไป มีฐานะใกล้เคียงกับชนชั้นใต้ปกครอง โดยมากมีชีวิตค่อนข้างแร้นแค้น และนักบวชเหล่านี้จำนวนไม่น้อยอยู่ข้างเหล่าประชาชน และอาจเป็นผู้กล่อมเกลาเป่าหูให้ประชาชนฮึดสู้กู้เสรีภาพของตนอีกกลุ่มก็ได้ แต่เท่าที่ผมรู้ รู้สึกว่าพวกนี้โดนหางเลขจากการปฏิวัติไปไม่น้อย จัดได้ว่าเป็นกลุ่มที่น่าสงสารที่สุด (ทั้งจน และโดนเข้าใจผิด ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆ)
ฐานันดรที่สาม (tiers état) เป็นส่วนที่เหลือของประเทศ เช่น ชนชั้นกลางและชาวนา (ประมาณ 25.5 ล้านคนในสมัยนั้น) เรียกได้เลยว่าเป็นกลุ่มคนที่มีจำนวนมากที่สุดและมีพลังมากที่สุด เพราะว่าสามารถจัดตั้งคณะปฏิรูปการปกครองระบอบสาธารณรัฐ อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข (ไม่ใช่ว้อย!!!)ไปล้มล้างระบอบกษัตริย์ได้อย่างง่ายดาย
(นี่คือรูปของแกนนำคณะปฏิรูปการปกครองระบอบสาธารณรัฐ อันมีประธานาธิบดีเป็นประมุข) ไอ้มั่วว้อย... พอเหอะ!!!~ \\(TT O TT\\!!!)
เหล่าและนักบวชบางส่วนซึ่งมีจำนวนเพียงเล็กน้อยถือครองที่ดินส่วนมากของประเทศ และมีตัวแทนอยู่ในรัฐสภา ทำให้ฐานันดรที่ 3 ไม่พอใจเนื่องจากมีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอยู่มาก เพราะถูกปิดกั้นและถูกจำกัดสิทธิเสรีภาพ
ข้อสอง การบริหารประเทศที่ไม่ทันสมัย สืบเนื่องว่า เพราะระบบการบริหารประเทศล้าหลัง ไม่เข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป เช่น การเก็บภาษีอย่างไม่เป็นระบบ (อัตราภาษีศุลกากรในแต่ละจังหวัดต่างกัน, การเก็บภาษีไม่ทั่วถึง, ประเภทภาษีล้าสมัย ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าขุนนางที่ปกครองในแคว้นนั้นๆ ดีหรือไม่ดี อยากกินมากกินน้อย ค่าบรรณาการที่วังต้องการมากหรือน้อยเท่าใด) ระบบกฎหมายยุ่งเหยิง (ส่วนเหนือของประเทศใช้กฎหมายจารีตประเพณีอย่างอังกฤษ, ส่วนใต้ใช้กฎหมายโรมัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหายุ่งยากเวลาตัดสินคดีของคนต่างแคว้น) การยกเว้นภาษีให้สองฐานันดรแรกที่มีฐานะร่ำรวย ทำให้ฐานันดรที่สามที่มีฐานะยากจนอยู่แล้วต้องรับภาระภาษีของประเทศไว้ทั้งหมด เมื่อสมัยพระเจ้าหลุยห์ที่ 14 ทรงทำสงครามสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย จึงทรงรีดเอากับประชาชน ทำให้มีความเป็นอยู่แร้นแค้นยิ่งขึ้น อีกทั้งในยามสงบราชสำนักยังใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย ประชาชนก็ยิ่งจนแกลบเข้าไปใหญ่ ทำให้ต้องหาวิธีการเอาตัวรอดและหาทางออกในการขูดรีดของราชสำนักและรัฐ
ข้อสาม ในยุคนั้นได้มีการตื่นตัวทางศีลธรรม นักเขียนเช่น วอลแตร์ และ รุสโซ มีอิทธิพลต่อความคิดของปัญญาชนในยุคนั้น ความคิดของท่านเหล่านี้ได้จุดประกายเกี่ยวกับความเสมอภาคและเสรีภาพ ส่วนใหญ่เป็นแนวคิดแบบสุดโต่ง ทำให้เริ่มมีการไม่เห็นด้วยกับระบบการปกครองขึ้นอย่างเงียบๆ (แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม ผมคิดว่าแนวคิดต่างๆ ของวอลแตร์และรุสโซนี่แหละ คือตัวชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ประชาชนมีหนทางและความคิดขึ้นมาว่าควรทำอย่างไร จึงเกิดการรวมตัวกันขึ้นและก่อการปฏิวัติขึ้น)
สำหรับวันนี้ผมนำเสนอเพียงคร่าวๆ ก่อน ให้พอรู้จักสาเหตุ ลึกๆ ก่อน แล้วเดี๋ยวคราวหน้าจะมานำเสนอต่อถึงสาเหตุหลักและลำดับเหตุการณ์โดยละเอียดครับ
ที่มา
http://tpy-history.exteen.com/20081224/entry-1
ที่มา
http://tpy-history.exteen.com/20081224/entry-1
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น